ประวัติภาควิชา

ประวัติของภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรียบเรียงโดย รศ.นพ. สัญญาณ เนียมปุก

 

เรียบง่าย และ ถูกต้อง (Simple and Perfect)

     ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีสำนักงาน ตั้งอยู่ที่ ชั้น 7 อาคารคุณากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเป็นสถาบันการเรียนการสอนทางออร์โธปิดิกส์ที่มีมาตรฐานและเป็นสถาบันหลักที่ผลิตแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่มีคุณภาพในประเทศไทย นอกจากการสอนนักศึกษาแพทย์ การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน และแพทย์ประจำบ้านต่อยอด และยังได้ทำหน้าที่การให้บริการทางการแพทย์ด้านออร์โธปิดิกส์มาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยให้บริการประชาชนในเขตกรุงเทพ ปทุมธานี อยุธยา รวมไปถึงจังหวัดอื่นๆจากทั่วประเทศ

 

 

ภาพ อาคารคุณากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ภาพ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติและกลุ่มอาคารศูนย์สุขศาสตร์

 

การก่อตั้ง

     จุดกำเนิดของภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มจากการก่อตั้งโรงพยาบาล ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยโรงพยาบาลได้เปิดให้บริการ เมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 เพื่อถวายเป็นราชกุศลเนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยที่ในขณะนั้น เป็นเพียงโรงพยาบาลขนาดเล็ก มีเตียงผู้ป่วยจำนวน ประมาณ 30 เตียง ในระยะแรกมีเพียง 2 อาคารที่เปิดให้บริการรักษาพยาบาล คือ (1) อาคารหม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์ เปิดให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยนอก และสำนักงานต่าง ๆ และ (2) อาคารธนาคารทหารไทย เปิดบริการเป็นหอผู้ป่วยใน โดยในชั้นล่างจะเป็นผู้ป่วยสามัญรวมทุกแผนก และหน่วยอภิบาล และในชั้นที่สองเป็นห้องผู้ป่วยพิเศษ การให้การบริการทางออร์โธปิดิกส์ในครั้งแรก มีแพทย์ออร์โธปิดิกส์ คนแรก คือ นพ วิเชียร โถสุวรรณจินดา (นพ อิทธิกร โถสุวรรณโชต) (2531-2532) แพทย์ออร์โธปิดิกส์ คนต่อมา คือ นพ ตุลวรรธน์ พัชราภา (2532-2534) ต่อมาในปีพ.ศ. 2533 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ ในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2533 ได้จัดส่วนของภาควิชาออร์โธปิดิกส์ อยู่ภายใน สถานวิทยาศาสตร์คลินิก ตามโครงสร้างของคณะแพทย์ศาสตร์  และในปี 2543 สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีมติแยกโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ออกจากคณะแพทยศาสตร์ แต่ อาจารย์ในภาควิชายังคงปฏิบัติงานที่ โรงพยาบาลเหมือนเดิม

     ภายหลังการสถาปนาคณะแพทยศาสตร์ ได้รับแพทย์บรรจุในตำแหน่งอาจารย์เพิ่มได้แก่ นพ พรชัย เตชะนิเวศน์(2535), นพ อภิชัย คงเสรีพงศ์ (2535), นพ สัญญาณ เนียมปุก ที่กลับมาจากการได้รับทุนของโรงพยาบาลในการฝึกอบรม (2537), นพ ยงยุทธ ศิริปการ (2537) และ นพ ธงชัย สุนทราภา (2542)

 

     แม้ว่าในขณะนั้นโรงพยาบาลยังมีขนาดเล็ก มีขนาดประมาณ 60 เตียง ต้องใช้เตียงร่วมกับแผนกอื่นๆ  อุปกรณ์ต่างๆ และเครื่องมือก็ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ แต่ ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการผ่าตัดที่เท่าเทียมกับโรงเรียนแพทย์ที่อื่นๆ ในยุคเริ่มต้นเช่น การใส่ Interlocking nail, Pedicular screw, Total knee arthroplasty, Total hip arthroplasty, Knee arthroscopy,  Wrist arthroscopy, Brachial plexus surgery, Microsurgery และ Bone transportation ทำให้มีผู้ป่วยมารักษาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งที่มาเอง และส่งมาจากโรงพยาบาลใกล้เคียง

      ต่อมาโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ได้มีการขยายโครงสร้างขึ้นเป็นโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง มีการสร้างตึกใหม่ได้แก่ อาคาร กิติวัฒนา เป็นห้องตรวจ ห้องผ่าตัด และ สำนักงาน และ อาคารดุลโสภาคย์ เป็นอาคารผู้ป่วยใน ซึ่งมีหอผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ ที่รับผู้ป่วยได้ 40 เตียง  เมื่อมีการขยายโครงสร้าง ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้มีการรับอาจารย์โดยรับจากแพทย์ใช้ทุนของภาควิชาแล้วส่งฝึกอบรมเพื่อวุฒิบัตรต่อได้แก่  นพ.บัญชา  ชื่นชูจิตต์(2543), นพ.เจน  จิตะพันธ์กุล(2545), นพ.มารุต  อรุณากูร (2546), นพ.ชญานิน  อ่างทอง (2547), นพ.ชินกาจ  บุญญสิริกูล (2556) และรับแพทย์ประจำบ้านของภาควิชาบรรจุเป็นอาจารย์คนแรก ได้แก่ นพ.สุคณิศ  ฉ่ำชื่น (2555)

     นอกจากนี้ยังได้รับอาจารย์ที่จบการฝึกอบรมมาแล้วจากสถาบันอื่น ได้แก่ นพ.ประกาศิต สงวนจิตร (2544), นพ. ณัฐพล ธรรมโชติ (2545), นพ.ธนพงศ์ ไวทยวิญญู (2546), นพ.ปิยะ ปิ่นศรศักดิ์ (2546), นพ.รัฐฤกษ์  อรุณากูร (2547), นพ.บุญชนะ พงษ์เจริญ(2548), นพ.อดินันท์  อภิวัฒน์การุญ (2555), และ นพ. กู้พงษ์ ศิริบำรุงวงศ์ (2557)

    ในปี 2554 โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้ประสบอุทกภัยทำให้ต้องหยุดดำเนินการนานประมาณ 2 เดือน และประสบความเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการบูรณะห้องตรวจผู้ป่วยนอกให้ทันสมัยมีห้องสอนแสดง และมีห้องตรวจผู้ป่วยนอกประมาณ 20 ห้อง รองรับผู้ป่วยนอกประมาณ 300 คนต่อวัน ปรับปรุงห้องผ่าตัดตามมาตรฐานสากลโดยมีระบบการกรองอากาศและควบคุมอากาศให้ไหลทางเดียว (Laminar airflow)  เพื่อการผ่าตัดที่สะอาดอาทิ การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม รวมถึงมีการย้าย หอผู้ป่วยมาอยู่ ที่ ชั้น 6 อาคารกิตติวัฒนา 2 ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ โดยแบ่งเป็นหอผู้ป่วยพิเศษ 30 เตียง และหอผู้ป่วยสามัญ  40 เตียง โดยได้เปิดดำเนินการปี 2556

 

ภาพห้องผ่าตัดที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย ในปี 2556

 

ภาพ หอผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์สามัญ ปี2556

 

ภาพ หอผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์พิเศษรวม ปี2556

 

ภาพ ห้องพักอาจารย์และแพทย์ประจำบ้าน หอผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ ปี2556

 

ภาพ ห้องอ่านหนังสือของแพทย์ประจำบ้าน หอผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ ปี2556

การแยกอนุสาขา (Subspecialty)

     ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการแยก subspecialty unit อย่างชัดเจน ตั้งแต่ปี 2545 โดยแยกออกเป็น Hand and microsurgery, Spine surgery, Sports medicine และ Adult reconstructive surgery โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ เพิ่มความชำนาญเฉพาะทาง เพื่อการรักษาผู้ป่วย ลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากความผิดพลาดในระยะเรียนรู้ (Learning curve)  และ มุ่งเน้นไปสู่งานวิจัยและนวัตกรรมเฉพาะด้าน ในแต่ละอนุสาขา

     การแยกอนุสาขา ได้รับการสนับสนุนจาก รศ.นพ. กัมมาล กุมาร ปาวา ซึ่งดำรงตำแหน่งคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ในขณะนั้น เนื่องจาก ภายหลังการแยกโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ออกจากคณะแพทยศาสตร์ ทำให้การบริหารคณะแพทยศาสตร์มีความคล่องตัวขึ้นทั้งด้านบุคลากรและการเงิน สามารถจัดสรรอัตรากำลังเพิ่มให้ได้มากขึ้น และสามารถจัดสรรเงินงบประมาณจากโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทมาจัดสรรให้เป็นทุนสำหรับศึกษาต่อระยะยาวในต่างประเทศสำหรับอาจารย์แพทย์ในสาขาต่างๆปีละ 10 ทุน ทำให้อาจารย์ในภาควิชาได้รับการศึกษาต่อเฉพาะทางในสาขาต่างๆ ยังต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น (นพ.สัญญาณ) ประเทศ เยอรมนี ( นพ.ธงชัย และ นพ. บัญชา) ประเทศสหรัฐอเมริกา ( นพ.ประกาศิต, นพ ปิยะ, นพ. ธนพงษ์, นพ. ณัฐพล, นพ. บุญชนะ, นพ รัฐฤกษ์, นพ. มารุต และ นพ. ชญานิน)  ซึ่งคณาจารย์เหล่านี้ ได้นำความรู้กลับมาจัดตั้งอนุสาขาต่างๆในภาควิชา  ซึ่งผลของการแยกอนุสาขาทำให้มีการขยายงานการผ่าตัดที่แยกตามอนุสาขาเพิ่มมากขึ้น ทั้งจำนวนผู้ป่วย ความยากและความซับซ้อนของโรค จึงมีจำนวนผู้ป่วยที่ส่งต่อมารักษาเพิ่มมากขึ้น  และมีจำนวนผู้ป่วยของอนุสาขาต่างๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี ดังเช่น ในปี 2550 เมื่อเริ่มมีการเปิดคลินิกข้อเข่าและข้อสะโพก มีผู้ป่วยได้รับผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าข้อสะโพก จำนวน 50 รายต่อปี แต่ในปัจจุบัน ปี 2557 ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นอย่างมาก จนมากกว่า 600 รายต่อปี

     ในส่วนของการพัฒนาวิธีการรักษาและ สิ่งประดิษฐ์ ได้มีการออกแบบ external fixator สำหรับรักษากระดูกข้อมือหักโดย นพ. ยงยุทธ, Metacarpal locking nail ที่เป็น nail ที่มีขนาดเล็กที่สุดที่ใช้ใน Metacarpal bone fracture โดย นพ. สัญญาณ, การออกแบบ Custom made ulna head prosthesis เพื่อทดแทน Ulna head โดย นพ. ธนพงษ์, Custom made Talar prosthesis เพื่อ ทดแทนกระดูก Talus โดย นพ. ชญานิน,  การดัดแปลงวิธีของ Lefkowitz สำหรับการจัดข้อสะโพกที่หลุดให้เข้าที่ของ นพ.ธงชัย, การใช้ Computer Aided Design ในการช่วยผ่าตัด Reverse Total Shoulder Arthroplasty ของ นพ.บัญชา, การใช้ Mobile spacer mold ในการหล่อ cement spacer สำหรับผู้ป่วย Infected total hip and knee arthroplasty ของ นพ. ปิยะ, การดัดแปลงวิธีการใส่ pedicular screw ในการทำ TLIF ให้เป็นแบบ minimally invasive โดยใช้เครื่องมือธรรมดาในห้องผ่าตัด ของ นพ.รัฐฤกษ์, การทำ Anatomic Glenoid reconstruction ของ นพ. ประกาศิต,การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมที่มุ่งลดความเจ็บปวดและลดระยะเวลาการอยู่ในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโดย นพ. ญัฐพล และ การคิดค้น Tripod index ซึ่งเป็นมาตรวัดรังสีชนิดใหม่เพื่อใช้วัด foot alignment โดย นพ. มารุต

 

การใช้ตราสัญลักษณ์

 

     ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เริ่มมีการใช้การใช้ตราสัญลักษณ์ตั้งแต่ปี 2551เพื่อให้มีลักษณะที่เป็นสากล และมีความเป็นเอกลักษณ์ของสถาบัน โดยได้ทำการออกแบบตรา สัญลักษณ์ โดยมีต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของ ออรโธปิดิกส์ที่เป็นสากล และมีสัญลักษณ์ ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกระดูกที่แสดงถึงความเป็น ออร์โธปิดิกส์  โดยสัญลักษณ์คล้ายกระดูกนี้ ประกอบเป็นขาสองขา มีลักษณะคล้ายกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า และก้าวสูงขึ้น ที่แสดงถึงการเดินทางไปสู่ความก้าวหน้าและความเจริญ บนขาทั้งสองข้างยังประกอบกันเป็นรูปโดมเหมือนกับโดมที่เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมองคล้ายดินสอที่เขียนบนฟ้าโดยมีความหมายในการเผยแพร่ความรู้เพื่อนำประเทศไทย ให้ผู้คนได้รับทราบ โดยมี สีเหลืองและส้ม อันมีความหมายถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การก่อตั้งสถาบันฝึกอบรมออร์โธปิดิกส์

     ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการรับรองจากแพทยสภาและราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ แห่งประเทศไทยให้เป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เมื่อปีพุทธศักราช 2548   โดยมีแพทย์ประจำบ้านรุ่นแรกจำนวน 3 คน ต่อมาได้มีการขยายตำแหน่งเพิ่มขึ้นโดยสามารถรับได้  4ตำแหน่งต่อปี และเปิดการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดได้ แก่อนุสาขา Adult reconstructive surgery และ Sports Medicine ในปี 2552 โดยมีแพทย์เข้าฝึกอบรมอนุสาขาละ 1คน และเพิ่มจำนวนเป็น 2 อัตราต่ออนุสาขาในปี 2553 ต่อมาจึงได้เพิ่มการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดอนุสาขา Hand and Micro surgery   และ Spine surgery ในปี 2555 อย่างละหนึ่งอัตรา

     ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังได้มีจัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความชำนาญในการผ่าตัดแก่แพทย์ออร์โธปิดิกส์ อย่างต่อเนื่อง เช่น การฝึกผ่าตัดทางจุลยศัลยกรรม  ที่จัดร่วมกับชมรมจุลศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยเป็นประจำทุกปี การสอนแสดงการผ่าตัดที่มีการถ่ายทอดสดจากห้องผ่าตัดมาสู่ห้องประชุมของอนุสาขา Adult reconstructive surgery และ Sports medicine

ในปัจจุบัน ปี 2562 การทำงานของภาควิชาออร์โธปิดิกส์ ธรรมศาสตร์ มีอาจารย์ทั้งหมดแยกตามอนุสาขาดังนี้

  1. ศ.นพ.ยงยุทธ  ศิริปการ                 (Spine surgery)
  2. รศ.นพ..สัญญาณ  เนียมปุก            (Hand and Microsurgery)
  3. ผศ.พ.ต.ต.นพ.ธงชัย  สุนทราภา     (Spine surgery)
  4. รศ.นพ.บัญชา  ชื่นชูจิตต์               (Sports medicine)
  5. ผศ.นพ.ประกาศิต  สวนจิตร           (Sports medicine)
  6. รศ.นพ.ณัฐพล  ธรรมโชติ              (Adult reconstructive surgery)
  7. รศ.นพ.ธนพงษ์  ไวทยะวิญญู         (Hand and Microsurgery)
  8. รศ.นพ.ปิยะ  ปิ่นศรศักดิ์                (Adult reconstructive surgery)
  9. รศ.นพ.บุญชนะ  พงษ์เจริญ           (Adult reconstructive surgery)
  10. ผศ.นพ.รัฐฤกษ์  อรุณากูร              (Spine surgery)
  11. ผศ.นพ.เจน  จิตะพันธ์กุล              (Pediatric Orthopedics)
  12. รศ.นพ.มารุต  อรุณากูร                (Foot and ankle surgery)
  13. รศ.ดร.นพ.ชญานิน  อ่างทอง        (Foot and ankle surgery)
  14. ผศ.นพ.อดินันท์  อภิวัฒน์การุญ      (Sports medicine)
  15. ผศ.นพ.สุคณิศ  ฉ่ำชื่น                  (Trauma)
  16. ผศ.นพ.ชินกาจ  บุญญสิริกูล          (Hand and Microsurgery)
  17. รศ.นพ.กู้พงษ์  ศิริบำรุงวงศ์           (Spine surgery)
  18. ผศ.นพ.กฤต บุญธนาพิบูลย์             (Musculoskeletal oncology)

 

รูปแบบและปรัชญาของภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Ortho TU style)

     แพทย์ประจำบ้านทุกคนจะซึมซับ คำขวัญของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า  "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน" โดยมีความหมายที่สำคัญคือ การยอมรับความเสมอภาคและความเอื้ออาทรต่อบุคคลอื่น 

     แม้ว่าภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะได้รับการก่อตั้งเป็นเวลาที่ไม่นานนัก โดยคณาจารย์ที่จบมาจากหลายสถาบันทั้งหมดได้หล่อหลอมรวมกันเป็น ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สิ่งที่ภาควิชายึดมั่นและถ่ายทอดให้แก่ แพทย์ประจำบ้าน และนักศึกษาแพทย์ คือ ความเรียบง่าย และความถูกต้องสมบูรณ์ (Simple and perfect) ความเรียบง่าย หมายถึงความเรียบง่ายในการดำรงชีวิต และการใช้วิธีการรักษาที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนในการรักษาผู้ป่วย แต่ขณะเดียวกัน ต้องมีความถูกต้องในการใช้ชีวิต และ การรักษาผู้ป่วยนั้นจะต้องถูกต้องตามหลักวิชา และมีผลการรักษาที่ดีเลิศ  นอกจากนี้ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังเน้นในเรื่องของ ความสามัคคี ความเสียสละ การเห็นความสำคัญของแพทย์หรือผู้ร่วมงานคนอื่นๆ และการรับฟังและยอมรับในความคิดใหม่ๆ โดยให้มีการเปิดกว้างทางความคิด  การพยายามมองในมุมที่แตกต่างเพื่อสร้างวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้หรือนวัตกรรมใหม่  การพยายามเข้าใจตนเอง การยอมรับข้อดีและข้อด้อยของตนเอง และผู้อื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่การใช้ชีวิตแพทย์ออร์โธปิดิกส์อย่างมีความสุข

 

 ------------------------------------------------------------------------------------------

Free business joomla templates